กู้ร่วมซื้อบ้าน คืออะไร ข้อดี ข้อควรรู้ และเงื่อนไข ก่อนตัดสินใจ ยื่นธนาคาร

กู้ร่วมซื้อบ้าน

การซื้อบ้าน หรือคอนโดมิเนียม โดยส่วนใหญ่นิยมซื้อ ด้วยวิธีขอสินเชื่อ หรือขอกู้วงเงินจากธนาคาร หรือสถาบันการเงิน เนื่องจากการซื้อบ้าน หรือคอนโดหนึ่งหลัง ต้องใช้เงินก้อนใหญ่ จำนวนมาก และการขอสินเชื่อบ้านแน่นอนว่า สร้างความกังวล ให้กับผู้ต้องการสินเชื่อบ้าน ไม่มาก ก็น้อย เพราะไม่รู้ว่า ธนาคาร หรือสถาบันการเงิน จะอนุมัติสินเชื่อบ้าน หรือคอนโด ให้ หรือไม่ การกู้ร่วมซื้อบ้าน และคอนโด จึงเป็นทางเลือก ที่หลายคนนิยมใช้

ทางโครงการบ้านคุณธีร์ ทราบดีว่าการยื่นขอสินเชื่อบ้าน หรือคอนโดแบบกู้ร่วม จะช่วยให้ได้รับการพิจารณาสินเชื่อ ง่ายขึ้น แถมได้วงเงินสินเชื่อบ้านเพิ่มขึ้น แต่การกู้ร่วมซื้อบ้าน หรือคอนโด ยังมีผลบางอย่างตามมา ที่ต้องรู้ เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหา ที่จะเกิดขึ้น ในอนาคต จากการไม่รู้

การกู้ร่วมซื้อบ้าน หรือคอนโด เป็นอย่างไร

ข้อดีของการกู้ร่วมซื้อบ้านหรือคอนโด

การกู้ร่วมซื้อบ้าน หรือคอนโด หมายถึง การทำสัญญาขอสินเชื่อ วงเงินก้อนเดียวกัน ร่วมกับผู้อื่น ด้วยความสมัครใจ เป็นการรับผิดชอบสินเชื่อบ้าน หรือคอนโดร่วมกัน หรือเป็นการร่วมกัน ยื่นขอสินเชื่อบ้าน โดยที่ผู้กู้ร่วมทุกคน จะเป็นเจ้าของสินเชื่อ เพื่อสร้างความเชื่อมั่น และความน่าเชื่อถือ ให้กับผู้ต้องการสินเชื่อบ้าน หรือคอนโด

เหตุผลที่คนนิยมขอสินเชื่อบ้าน หรือคอนโด แบบกู้ร่วมนั้น มีหลายประการ เช่น รายได้ของผู้กู้เพียงคนเดียว อาจไม่เพียงพอ ต่อการอนุมัติสินเชื่อบ้าน หรือคอนโด ถูกธนาคาร หรือสถาบันการเงิน ปฏิเสธสินเชื่อบ้าน หรือคอนโด (กู้ไม่ผ่าน) ได้สินเชื่อบ้าน แต่ไม่เต็มวงเงิน กับราคาบ้าน (จ่ายส่วนต่างราคาบ้าน หรือคอนโดไม่ไหว) ดังนั้น หลายคนจึงใช้วิธีกู้ร่วม ในการขอสินเชื่อบ้าน จากธนาคาร หรือสถาบันการเงิน

ข้อดีของการกู้ร่วมซื้อบ้าน หรือคอนโด

เพราะการกู้ร่วมซื้อบ้าน และคอนโด ต่างมีข้อดี ที่ทำให้หลายคน นิยมใช้วิธีนี้ ในการขอสินเชื่อบ้าน หรือคอนโด ซึ่งการกู้ร่วมซื้อบ้าน และคอนโดมีข้อดี ดังนี้

  • ได้รับอนุมัติสินเชื่อบ้าน หรือคอนโดง่ายขึ้น เนื่องจากธนาคาร หรือสถาบันการเงิน จะนับรวมรายได้ ทั้งของผู้มีชื่อเป็นผู้กู้สินเชื่อบ้าน หรือนับรายได้รวมทั้ง 2 คน เพราะทางธนาคาร หรือสถาบันการเงิน จะมองว่า เป็นการกระจายความเสี่ยง ที่จะผิดนัดชำระหนี้บ้าน หรือคอนโด หากผู้กู้ คนใด คนหนึ่ง ไม่สามารถผ่อนชำระสินเชื่อบ้านได้
  • ได้รับวงเงินสินบ้าน หรือคอนโดเพิ่มขึ้น เพราะความสามารถ ในการผ่อนชำระสินเชื่อบ้าน หรือคอนโดมีถึง 2 คน ดังนั้น ธนาคาร หรือสถาบันการเงิน จะพิจารณาวงเงินให้เพิ่มเติม จากเดิมที่เขียนในสัญญา
  • มีคนช่วยแบ่งเบาภาระหนี้สินบ้าน หรือคอนโด การกู้ร่วมซื้อบ้าน หรือคอนโด ไม่ใช่การค้ำประกัน แต่เป็นการรับผิดชอบหนี้บ้าน หรือคอนโดร่วมกัน เมื่อเกิดเหตุการณ์ ไม่คาดฝัน ที่ทำให้อีกฝ่าย ไม่สามารถผ่อนชำระ หรือชำระจำนวนหนี้ ไม่ได้ตามที่ตกลงกัน

5 ข้อควรรู้ ก่อนการตัดสินใจกู้ร่วม ซื้อบ้าน หรือคอนโด

เมื่อทราบถึงข้อดี ของการกู้ร่วมซื้อบ้าน และคอนโดแล้ว ถัดไป เป็นข้อควรรู้ สำหรับพิจารณาการกู้ร่วมซื้อบ้าน และคอนโด การกู้ร่วมซื้อบ้าน มีข้อดีก็จริง แต่ยังมีจุดที่ต้องพึงระวัง ก่อนการตัดสินใจกู้ร่วมซื้อบ้าน ซึ่งมี 5 ข้อ ดังนี้

5 ข้อควรรู้ก่อนการตัดสินใจกู้ร่วมซื้อบ้านหรือคอนโด
  1. ความเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ ในส่วนนี้จะมี 2 แบบ คือ ใส่ชื่อคนเดียวเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ โดยที่ผู้กู้ร่วม จะไม่มีกรรมสิทธิ์ใด ในบ้าน หรือคอนโด กับใส่ชื่อผู้กู้ร่วมทุกคน เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ ในกรณีนี้ ผู้กู้ร่วม จะมีสิทธิ์ในบ้าน หรือคอนโดเท่าเทียมกัน

อย่างไรก็ดี หากเป็นการใส่ชื่อผู้ร่วมกู้ทุกคน ในกรณีที่ต้องการขาย ให้เช่า หรือโอนกรรมสิทธิ์ จะต้องได้รับความยินยอม จากผู้กู้ทุกคน ที่มีรายชื่อในสัญญา

  1. การรับภาระหนี้สิน การกู้ร่วมบ้าน หรือคอนโด ไม่ได้หมายความว่า จะต้องผ่อนชำระหนี้บ้าน หรือคอนโดอย่างเท่ากัน ในแต่ละงวด แต่หมายถึงการรับผิดชอบหนี้สินร่วมกัน มีหลายราย ที่อาจยืมชื่อของอีกฝ่าย หรือผู้ที่มีสิทธิ์ ในการกู้ร่วมมาใช้ แต่รับผิดชอบผ่อนชำระหนี้บ้าน หรือคอนโดแต่เพียงผู้เดียว หากร่วมชำระหนี้บ้าน หรือคอนโด อาจแบ่งให้ฝ่ายใด ฝ่ายหนึ่ง จ่ายมากกว่า ต้องตกลงกันให้ดี ก่อนทำสัญญากู้ร่วม

นอกจากนี้ ธนาคาร หรือสถาบันการเงิน สามารถเรียกชำระหนี้ จากผู้กู้ร่วมคนใด ก็ได้ ในกรณีที่มีการผิดนัดชำระหนี้บ้าน หรือคอนโด เพราะการกู้ร่วม หมายถึงการร่วมรับผิดชอบด้วยกัน

  1. การลดหย่อนภาษี การกู้ร่วม สามารถนำมาลดหย่อนภาษีได้เช่นกัน (น่าจะมีหลายคนไม่ทราบในส่วนนี้) แต่การลดหย่อนภาษีจะไม่เกิน 100,000 บาทต่อปี และยังต้องหารเฉลี่ย ตามจำนวนผู้กู้ ในสัญญาอย่างเท่าเทียมกัน ตัวอย่างเช่น ผู้กู้ร่วมในสัญญามีจำนวน 2 ราย ฉะนั้นจำนวนภาษี ที่สามารถลดหย่อนได้ จะไม่เกิน 50,000 บาทต่อปีต่อราย นั่นหมายความว่า ผู้กู้ร่วมสินเชื่อบ้าน หรือคอนโด ไม่สามารถแบ่งการลดหย่อนภาษีได้ ตามอำเภอใจ
  2. การขอสินเชื่อบ้าน หรือคอนโดหลังถัดไป ในกรณีที่ใส่ชื่อเจ้าของกรรมสิทธิ์ คนเดียว ผู้กู้ร่วมอีกฝ่าย สามารถยื่นขอสินเชื่อบ้าน หรือคอนโดหลังใหม่ได้ โดยได้สิทธิ์ผ่อนปรน เสมือนยื่นขอสินเชื่อบ้านหลังแรก เพราะถือว่าไม่ได้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ แต่หากผู้กู้ร่วม เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ทุกคน จะถือว่าเป็นการซื้อบ้านหลังที่สอง และต้องปฏิบัติ ตามเงื่อนไขของการขอสินเชื่อบ้านหลังที่สอง ตามที่ภาครัฐกำหนด เช่น ต้องผ่อนชำระบ้านหลังแรกไปแล้ว มากกว่า หรือเทียบเท่า 2 ปี และต้องมีประวัติการชำระบ้านหลังแรกที่ดี (เครดิตบูโร) นอกจากนี้ หากเป็นบ้านหลังที่สอง วงเงินสินเชื่อที่ได้รับอนุมัติ จะไม่ได้เต็มจำนวนของราคาขายบ้าน หรือคอนโด 100 เปอร์เซ็นต์ ในส่วนนี้ เป็นข้อควรรู้ ที่สำคัญมาก

(หมายเหตุ: ในส่วนนี้ ให้ติดตามมาตรการ LTV จากทางภาครัฐ เนื่องจากปี 2566 เป็นต้นมา ธนาคารแห่งประเทศไทย ได้กำหนดมาตรการการกู้ร่วม เพื่อบรรเทาหนี้ในครัวเรือน ให้แก่ประชาชน และในปี 2567 ธนาคารแห่งประเทศไทย ยังคงมาตรการ LTV เดิม ดังนั้น ผู้ที่ต้องการสินเชื่อบ้านแบบกู้ร่วม ต้องติดตามนโยบายจากภาครัฐให้ดี เพราะอาจมีการเปลี่ยนแปลง ซึ่งจะส่งผลต่อการวางแผนซื้อบ้าน หรือคอนโดได้)

  1. การยกเลิกการกู้ร่วม หมายถึง การขอถอนชื่อออกจากเงินกู้ร่วม ซึ่งสามารถทำได้ แต่ต้องขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของธนาคาร หรือสถาบันการเงิน ที่อนุมัติสินเชื่อให้เท่านั้น สาเหตุของการยกเลิกการกู้ร่วม ได้แก่ การเลิกรา หรือหย่าร้าง ผู้กู้ร่วมอีกฝ่าย มีปัญหาทางการเงิน เป็นต้น

(หมายเหตุ: ธนาคาร หรือสถาบันการเงิน จะมีทางออกให้กับการยกเลิก การกู้ร่วม 3 แบบ ได้แก่ ถอดถอนชื่อผู้กู้ร่วม รีไฟแนนซ์จากกู้ร่วม เป็นกู้คนเดียว และประกาศขาย)

นอกเหนือจาก 5 ข้อที่กล่าวไปข้างต้น ที่ต้องพิจารณา ก่อนการกู้ร่วมขอสินเชื่อบ้าน หรือคอนโด ยังมีกรณีของผู้กู้ร่วม คนหนึ่ง คนใด เกิดเสียชีวิตขึ้นมา ในกรณีนี้ ต้องแจ้งให้ธนาคาร หรือสถาบันการเงินทราบ เพื่อเปลี่ยนแปลงสัญญา และธนาคาร หรือสถาบันการเงิน จะให้ทายาท หรือผู้จัดการมรดก เข้ามาลงชื่อ เพื่อแสดงเจตนารับสภาพหนี้ ภายใน 1 ปี

เนื่องจากกรรมสิทธิ์ครึ่งหนึ่ง จะตกทอดไปสู่ทายาท (ปัจจุบันธนาคาร หรือสถาบันการเงิน มักจะเสนอประกันชีวิตคุ้มครองสินเชื่อมาด้วย ซึ่งประกันตัวนี้ มีชื่อว่า MRTA หรือ Mortgage Reducing Term Assurance เป็นประกันที่คุ้มครองด้านการประกันชีวิต เพื่อสินเชื่อ ที่อยู่อาศัย หากมีเหตุการณ์ไม่คาดฝันเกิดขึ้น ในช่วงที่มีการผ่อนชำระสินเชื่อบ้านกับธนาคาร ผู้ที่เป็นทายาทของผู้กู้สินเชื่อบ้าน จะได้ไม่ต้องแบกภาระ)

คุณสมบัติ ของผู้ที่มีสิทธิ์ยื่นกู้ร่วมซื้อบ้าน หรือคอนโด

ทั้งนี้ ทางสถาบันการเงิน หรือธนาคาร จะกำหนดคุณสมบัติ ของผู้ที่สามารถยื่นขอกู้ร่วมสินเชื่อบ้าน หรือคอนโดได้ โดยแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ คนในครอบครัว สามี-ภรรยา และคู่รัก LGBTQ+

  • คนในครอบครัว หรือสายเลือดเดียวกัน ในกรณีนี้ จะต้องเป็นพี่-น้องสายเลือดเดียวกัน อาจนามสกุลเดียวกัน หรือไม่เหมือนกันก็ได้ (หากคนละนามสกุล ต้องมีหลักฐานยืนยัน เพื่อแสดงให้เห็นว่า มีพ่อ-แม่คนเดียวกัน) เป็นพ่อ-แม่-ลูก หรือญาติในเครือเดียวกัน
  • สามี-ภรรยา ผู้กู้ร่วมในกลุ่มนี้ มีสถานะเป็นสามี-ภรรยาที่ถูกต้อง ตามกฎหมาย หรือจดทะเบียนสมรสกัน เนื่องจากยุคปัจจุบันคู่สามี-ภรรยาหลายคู่ นิยมไม่จดทะเบียนสมรส ในกรณีนี้ ธนาคาร หรือสถาบันการเงิน ให้สิทธิ์กู้ร่วมสินเชื่อบ้าน หรือคอนโด แต่ต้องมีหลักฐานยืนยัน หรือบ่งชี้การเป็นสามี-ภรรยากัน เช่น รูปถ่ายงานแต่งงาน เป็นต้น
  • คู่รัก LGBTQ+ ผู้กู้กลุ่มนี้ ทางธนาคาร และสถาบันการเงิน ให้สิทธิ์ในการกู้ร่วมสินเชื่อบ้าน หรือคอนโดเช่นกัน แต่ต้องมีหลักฐานยืนยัน หรือบ่งชี้การเป็นคู่ชีวิตกัน เช่น รูปถ่ายงานแต่งงาน เป็นต้น

การรีไฟแนนซ์ สำหรับการกู้ร่วมซื้อบ้าน หรือคอนโด สามารถรีไฟแนนซ์ ได้เหมือนการกู้ซื้อบ้าน หรือคอนโดแบบคนเดียว ซึ่งการรีไฟแนนซ์ เป็นการเปลี่ยนสถาบันการเงิน หรือธนาคารใหม่ เพื่อให้ดอกเบี้ยบ้าน ที่ถูกลง

สรุป

การกู้ร่วม เป็นอีกทางเลือกหนึ่ง สำหรับผู้ที่ต้องการมีบ้าน หรือคอนโดเป็นของตนเอง ถึงแม้การกู้ร่วม จะมีข้อดีหลายอย่าง แต่ก็ตามมาด้วยจุดอ่อน ที่ผู้ที่ต้องการกู้ร่วม ต้องพิจารณาให้ดี ก่อนการเซ็นสัญญา เพื่อป้องกันปัญหา ที่อาจเกิดขึ้น ในอนาคต