เพราะเหตุใดจึงถูกธนาคารหรือสถาบันการเงินปฏิเสธการให้สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย

เพราะเหตุใดจึงถูกธนาคารหรือสถาบันการเงินปฏิเสธการให้สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย

            ไม่ว่าจะด้วยเหตุอันใดก็ตามที่ทำให้ผู้คนต้องการมีที่อยู่อาศัยหรือบ้านเป็นของตนเอง นอกจากนี้คนจำนวนมากเลือกที่จะมีบ้านเป็นของตนเองด้วยการขอสินเพื่อที่อยู่อาศัยจากธนาคารหรือสถาบันการเงิน ทั้งนี้ การขอสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยเป็นขั้นตอนที่ทำให้ผู้กู้หลายรายต่างรู้สึกกังวลเป็นอย่างมาก เพราะกลัวว่าจะถูกปฏิเสธการอนุมัติสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย บทความนี้เหมาะกับผู้ที่กำลังเตรียมตัวยื่นขอสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยและผู้ที่เคยถูกปฏิเสธการให้สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยจากธนาคารหรือสถาบันการเงิน

              ทางโครงการบ้านคุณธีร์…จะไขคำตอบให้กับคำถามที่ว่าเพราะเหตุใดธนาคารหรือสถาบันการเงินปฏิเสธการให้สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย จะมีสาเหตุใดบ้าง รวมถึงแนวทางแก้ไขหากถูกปฏิเสธสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย

เพราะเหตุใดธนาคารหรือสถาบันการเงินปฏิเสธการให้สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย

เพราะเหตุใดจึงถูกธนาคารหรือสถาบันการเงินปฏิเสธการให้สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย
  1. รายได้ไม่ผ่านเกณฑ์และทรัพย์สินน้อย

            รายได้ไม่ผ่านเกณฑ์ ถือเป็นสาเหตุหลักสำคัญอันดับต้น ๆ ที่ธนาคารหรือสถาบันการเงินจะพิจารณาสำหรับอนุมัติสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย รายได้ไม่ผ่านเกณฑ์ หมายถึง รายได้หรือรายได้ของครัวเรือนไม่เพียงพอ ทำให้ไม่มีความสามารถในการชำระหนี้ กล่าวอีกนัยหนึ่ง คือ รายได้ไม่มั่นคงหรือคงที่พอที่จะสะท้อนถึงความสามารถในการชำระหนี้ได้ ดังนั้น ธนาคารหรือสถาบันการเงินอาจรู้สึกไม่มั่นใจว่าผู้กู้จะมีเงินเพียงพอที่จะชำระหนี้ได้

นอกจากเงินเดือน หากผู้กู้ไม่มีสินทรัพย์อย่างอื่น เงินในบัญชีหมุนเวียนน้อย ไม่มีการลงทุนระยะยาว และไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกันอื่น ๆ ลักษณะเช่นนี้เข้าข่ายรายได้ไม่ผ่านเกณฑ์และทรัพย์สินน้อย

            แนวทางแก้ไข: หากรายได้ไม่เพียงพอ หรือรายได้ไม่ผ่านเกณฑ์ แนะนำให้หาผู้กู้ร่วม เพราะทำให้มีรายได้รวมมากขึ้น และแสดงรายได้เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน

  1. ที่มาของรายได้ไม่ชัดเจน

            ที่มาของรายได้ไม่ชัดเจน หมายถึง ความมั่นคงของการเดินบัญชีย้อนหลังตามระยะเวลาที่ธนาคารกำหนด กล่าวอีกนัยหนึ่งได้ว่าหลักฐานทางการเงินไม่ชัดเจน คือ การมีเอกสารที่เป็นหลักฐานแสดงที่มาที่ไปของรายได้แบบไม่ชัดเจนในการยื่นขอสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย เนื่องจากสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยเป็นหนี้ระยะยาว ดังนั้น สถาบันการเงินหรือธนาคารจะต้องแน่ใจว่าผู้กู้มีรายรับเพียงพอที่จะสามารถชำระหนี้บ้านในระยะยาวได้ เช่น หากมีบัญชีเงินฝากประจำหรือบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ ผู้กู้ต้องสามารถระบุได้ว่าเงินออมมีแหล่งที่มาอย่างไรและจากไหน หากเอกสารแสดงหลักฐานไม่ชัดเจน โอกาสที่จะถูกปฏิเสธสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยสูงมากขึ้น

แนวทางแก้ไข: เดินบัญชีให้โปร่งใสและสม่ำเสมออย่างน้อย 6 เดือนเพื่อให้เกิดความมั่นคงโปร่งใสของรายได้ (แนวทางแก้ไขเช่นนี้ช่วยให้สถาบันการเงินและธนาคารสามารถประเมินความสามารถในการชำระหนี้ของผู้กู้ได้อย่างแม่นยำ)

  1. ภาระหนี้สินเกินหรือไม่เคยมีประวัติชำระหนี้

            ภาระหนี้สินเกิน หมายถึง ความสามารถในการชำระหนี้น้อยหรือต่ำ เนื่องจากผู้กู้มีภาระหนี้เกินกว่าที่ตามแต่ละธนาคารกำหนดเมื่อเทียบกับรายได้ เช่น ผู้กู้ต้องผ่อนหนี้รถ ผ่อนบัตรเครดิต ดังนั้น ผู้กู้จึงไม่ควรมีภาระหนี้สูงกว่า 40 เปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบกับรายได้หรือรายรับในแต่ละเดือน (ทั้งนี้ เวลาที่สถาบันการเงินหรือธนาคารประเมินภาระหนี้สินของผู้กู้ จะต้องประเมินว่าผู้กู้จะต้องมีเงินเหลือเพียงพอต่อการครองชีพของตนด้วย)

สำหรับผู้ที่ไม่เคยมีประวัติชำระหนี้ก็มีความเสี่ยงที่จะถูกปฏิเสธสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยเช่นกัน สาเหตุที่เป็นเช่นนี้มาจากธนาคารหรือสถาบันการเงินไม่สามารถตรวจสอบหรือพิสูจน์พฤติกรรมการชำระหนี้และวินัยทางการเงินของผู้ที่ต้องการสินเชื่อได้ ในกรณีเช่นนี้ สถาบันการเงินหรือธนาคารอาจปฏิเสธสินเชื่อที่อยู่อาศัยได้

แนวทางแก้ไข: หากปิดหนี้ได้ ให้ปิดหนี้ เพื่อที่จะลดหนี้ และมีช่องว่างเพียงพอที่จะขอกู้เพิ่ม

  1. ติดเครดิตบูโร

            ติดเครดิตบูโรหรือเคยมีประวัติผิดชำระหนี้ หมายถึง หนี้สินต่าง ๆ ที่ผู้กู้สร้างไว้ หากผู้กู้ค้างจ่ายค่างวด ผิดนัดชำระหนี้ หรือชำระหนี้ล่าช้าหรือเกินกว่า 90 วัน เคยถูกฟ้องร้องดำเนินคดี และมีประวัติเช็คเด้งหรือเช็คคืน ทั้งหมดนี้จะถูกบันทึกในระบบของเครดิตบูโร เมื่อยื่นเอกสารสำหรับขอสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยเสร็จแล้ว หนึ่งในกระบวนการที่สถาบันการเงินหรือธนาคารจะต้องดำเนินการ คือ ทำเรื่องขอเอกสารตรวจสอบประวัติการค้างชำระหนี้ย้อนหลังของผู้กู้กับบริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด (เครดิตบูโร) เพื่อดูพฤติกรรมการชำระหนี้ของผู้กู้เป็นอย่างไร หากผู้กู้ยังมีประวัติการค้างชำระหนี้จำนวนมาก อาจกลายเป็นสาเหตุที่สถาบันการเงินหรือธนาคารปฏิเสธการให้สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยแก่ผู้กู้ได้

            แนวทางแก้ไข: สามารถขอดูประวัติการชำระหนี้และคะแนนเครดิตบูโร (ตัวชี้วัดความน่าเชื่อถือทางการเงินหรือความน่าจะเป็นที่บุคคลจะชำระหนี้คืน) ได้จากบริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด (เครดิตบูโร) หากพบว่ามีหนี้ค้างจ่าย ให้ชำระหนี้ที่ค้างชำระทั้งหมด (ลดโอกาสที่จะถูกปฏิเสธสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยจากธนาคารหรือสถาบันการเงิน)

  1. อายุ

            อายุถือเป็นคุณสมบัติพื้นฐานที่สถาบันการเงินและธนาคารจะพิจารณา หากมีอายุมากเกินไปจะส่งผลต่อระยะเวลาและจำนวนเงินที่จะให้กู้ หรือหากอายุน้อยเกินไปทางสถาบันการเงินหรือธนาคารจะมองว่าผู้กู้ยังไม่มีความมั่นคงทางด้านการเงินมากนัก ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นผลในการพิจารณาทั้งสิ้น ทั้งนี้ อายุยังรวมถึงอายุการทำงานของผู้กู้ (สถานะการทำงานต้องมั่นคง) โดยทั่วไปเกณฑ์ของอายุการทำงานที่กำหนดโดยสถาบันการเงินและธนาคาร คือ ผู้กู้ต้องมีอายุการทำงานอย่างน้อย 6 เดือนถึง 2 ปี

            แนวทางแก้ไข: ควรหาผู้กู้ร่วมเพื่อแสดงถึงความมั่นคงของรายได้ ความสามารถในการชำระหนี้ และระยะเวลาในการกู้ที่จะได้รับการพิจารณา

  1. วุฒิการศึกษา

            วุฒิการศึกษา หมายถึง ความน่าเชื่อของบุคคล สะท้อนให้เห็นถึงความสามารถในการหารายได้ แม้ว่าวุฒิการศึกษาจะไม่ได้เป็นตัวกำหนดการอนุมัติสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย แต่การมีวุฒิการศึกษาสูงทางสถาบันการเงินและธนาคารจะมองว่าผู้กู้มีโอกาสที่จะมีรายได้ที่มั่นคงและมีศักยภาพในการผ่อนชำระหนี้ได้ดีกว่า

  1. ความมั่นคงของอาชีพ

            ความมั่งคงของอาชีพ คือ แต่ละสายอาชีพมีความมั่นคงแตกต่างกันไป แม้ว่าผู้กู้จะทำงานที่มีค่าตอบแทนเป็นเงินเดือน และผู้กู้บางรายยังมีรายได้ประจำต่อเดือนที่ประเมินแล้วว่ามีความสามารถในการชำระหนี้ที่อยู่อาศัยได้ แต่หากองค์การที่ทำงานอยู่มีกระแสการเงินพอใช้หรืออยู่ในอุตสาหกรรมที่มีความเสี่ยงต่อการแทนที่ด้วยสิ่งอื่น ๆ ได้ ในกรณีเช่นนี้อาจเป็นสาเหตุที่ธนาคารหรือสถาบันการเงินพิจารณาไม่อนุมัติสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยให้

แนวทางแก้ไข: หากอาชีพไม่มั่นคง หรือธนาคารและสถาบันการเงินแจ้งว่าบริษัทหรือองค์การที่ทำงานด้วยนั้นมีความไม่มั่นคง แก้ไขด้วยการหาผู้กู้ร่วม

  1. เงินออม

            เงินออม หมายถึง เงินเก็บส่วนหนึ่งที่มาจากรายได้สำหรับใช้ในอนาคต ซึ่งเงินออมถือเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่สถาบันการเงินหรือธนาคารใช้พิจารณาอนุมัติสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยให้แก่ผู้กู้ เนื่องจากเงินออมสะท้อนให้เห็นถึงความน่าเชื่อถือและความสามารถในการบริหารจัดการเงิน รวมถึงความพร้อมในชำระหนี้ของผู้กู้ ดังนั้น หากผู้กู้มีเงินออมน้อย…นั่นหมายถึงผู้กู้มีความเสี่ยงสูงด้านความสามารถในการผ่อนชำระหนี้

แนวทางแก้ไข: ให้ออมเงินย้อนหลังอย่างน้อย 6 เดือน เพื่อแสดงให้เห็นถึงวินัยทางการเงินและสำรวจจำนวนเงินออมด้วย ควรมีอย่างน้อย 20 เปอร์เซ็นต์ของราคาที่อยู่อาศัย

Tips: สำหรับผู้ที่กำลังเตรียมตัวยื่นขอสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย

            แนวทางการเตรียมความพร้อมสำหรับขอสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยจากธนาคารหรือสถาบันการเงิน มีดังนี้

  1. ทำ Pre-Approve: ก่อนการขอสินเชื่อควรทำ pre-approve เพื่อให้ทราบถึงความสามารถและคุณสมบัติของผู้กู้ตรงกับเงื่อนไขของสถาบันการเงินหรือธนาคารหรือไม่ หากไม่ ผู้กู้ต้องเริ่มศึกษาเพื่อเตรียมตัวและความพร้อม ในกรณีที่ผู้กู้ไม่เคยขอกู้เลยจะไม่ทราบถึงกระบวนการแท้จริงที่เกิดขึ้น
  2. สร้างวินัยทางการเงิน: ควรเดินบัญชีแบบโปร่งใส มีวินัยทางการออม สร้างประวัติเครดิตบูโรที่ดี
  3. ประเมินความสามารถตนเอง: จะประเมินในเรื่องของความสามารถในการชำระหนี้ การใช้จ่าย และต้องประเมินรายได้ให้เหมาะกับราคาที่อยู่อาศัยที่ต้องการซื้อหรือประเมินความสามารถในการชำระหนี้สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยในแต่ละเดือน เพื่อหลีกเลี่ยงหนี้เสียรวมถึงประวัติเครดิตบูโรที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต
เพราะเหตุใดจึงถูกธนาคารหรือสถาบันการเงินปฏิเสธการให้สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย

คำแนะนำ: สิ่งที่ควรทำหากถูกปฏิเสธสินเชื่อบ้านจากธนาคารหรือสถาบันการเงิน

            หากผู้อ่านท่านใดถูกปฏิเสธการอนุมัติสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย…ให้ทำดังนี้

  1. ให้ขอคำชี้แจงจากสถาบันการเงินหรือธนาคารที่ยื่นเอกสารขอสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย เพื่อสอบถามสาเหตุที่ปฏิเสธสินเชื่อ และทางสถาบันการเงินหรือธนาคารจะชี้แจ้งหรือออกหนังสือให้แก่ผู้กู้ตามกฎหมายสถาบันการเงิน
  2. หากถูกปฏิเสธโดยอ้างเครดิตบูโร ให้ตรวจสอบเครดิตกับเครดิตบูโรฟรี ภายใน 30 วันนับจากที่ได้รับหนังสือชี้แจง สิ่งที่ผู้กู้ต้องเตรียม ได้แก่ หนังสือปฏิเสธสินเชื่อและบัตรประชาชนตัวจริงมายื่นตรวจโดยไม่มีค่าใช้จ่ายสำหรับบริการได้ที่ศูนย์ตรวจเครดิตบูโรทุกแห่ง ในกรณีนี้จะมี “พ.ร.บ. การประกอบธุรกิจข้อมูลเครดิต พ.ศ. 2545” เป็นกฎหมายคุ้มครอง
  3. ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินที่เกี่ยวข้องกับสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย
  4. หลังจากปรับปรุงคุณสมบัติของผู้กู้เสร็จสิ้นแล้ว ให้ยื่นเอกสารเพื่อขอสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยอีกครั้ง

             อย่างไรก็ดี หากผู้กู้ต้องการยื่นสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยใหม่ ให้เว้นระยะห่างประมาณ 3 – 6 เดือน และไม่ควรยื่นเอกสารขอสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยซ้ำหลายครั้งหรือบ่อยเกินไป จะส่งผลให้คะแนนเครดิตลดลง และส่งผลต่อความน่าเชื่อของผู้กู้ที่มีต่อการชำระหนี้ได้

สรุป:

           สาเหตุหลักสำคัญที่ทำให้ผู้กู้ถูกปฏิเสธการให้สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยจากสถาบันการเงินหรือธนาคารจะเป็นเรื่องของรายได้ จำนวนหนี้สิน และพฤติกรรมการชำระหนี้ของผู้กู้ ก่อนการยื่นเอกสารเพื่อขอสินเชื่อจากสถาบันการเงินหรือธนาคาร ผู้กู้ควรตรวจสอบคุณสมบัติตนเองให้สอดคล้องกับเกณฑ์การอนุมัติสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย เพื่อลดโอกาสที่จะถูกปฏิเสธสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยจากสถาบันการเงินหรือธนาคารให้น้อยที่สุด

โครงการบ้านคุณธีร์เข้าใจถึงความต้องการของทุกอาชีพที่อยากมีบ้านเป็นของตัวเอง!

ชมข้อมูลโครงการบ้านคุณธีร์ หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม ผ่านช่องทาง

Facebook: THEE Home 

LINE: @theehome 

คุณเจ: 095-645-6942

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *