มูลค่าธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ในประเทศไทย รวมถึงธุรกิจเกี่ยวเนื่อง (เช่น ธุรกิจวัสดุก่อสร้าง) มีส่วนแบ่งประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์ ของผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ (Gross Domestic Product) หรือจีดีพี (GDP) สามารถสร้างการจ้างงาน ให้กับประเทศ ได้ประมาณ 2.8 ล้านคน นับว่าเป็นอุตสาหกรรม ที่มีความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจ ของประเทศ เป็นอย่างมาก
สำหรับอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ สามารถแบ่งประเภท ของธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ได้เป็น บ้านเดี่ยว ทาวน์เฮ้าส์/ทาวน์โฮม คอนมิเนียม และอื่น ๆ (เช่น อาคารสำนักงาน) นอกจากนี้ นักพัฒนาฯ ในอุตสาหกรรมนี้ มีทั้งรายใหญ่ กลาง และเล็ก โดยมีนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ ถือครองตลาดนี้ มากที่สุด ประมาณ 60 เปอร์เซ็นต์ ของมูลค่าอุตสาหกรรมทั้งหมด
ด้วยความน่าสนใจ ในมูลค่าของอุตสาหกรรมนี้ ทำให้มีนักพัฒนาโครงการ อสังหาริมทรัพย์มือใหม่ ที่สนใจจะลงทุน ในธุรกิจประเภทนี้ จำนวนไม่น้อย ดังนั้น ทางโครงการบ้านคุณธีร์ อยากแบ่งปันแนวทาง ในการเป็นนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ สำหรับผู้ที่สนใจ ผ่านการนำเสนอทักษะที่สำคัญ และจำเป็นเบื้องต้น สำหรับผู้ที่สนใจลงทุน ในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ หรือต้องการเป็นนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ที่ประสบความสำเร็จ
ทักษะประเภทใดบ้าง ที่นักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์มือใหม่ ต้องมี หากต้องการพัฒนาธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ให้ประสบความสำเร็จ
นักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ หรือ Developer หมายถึง ผู้ลงทุน ในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ที่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่ม ให้กับอสังหาริมทรัพย์นั้น ๆ ในรูปของผลตอบแทน ที่เป็นกำไรสูงสุด ใครบ้างที่ถือว่า เป็นนักพัฒนาธุรกิจอสังหาริมทรัพย์? คำตอบ คือ นักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ มีหลายรูปแบบ ได้แก่ กลุ่มผู้ประกอบการ และบริษัทอสังหาริมทรัพย์ ที่สร้างบ้าน และที่อยู่อาศัย (บ้านเดี่ยว ทาวน์โฮม/ทาวน์เฮ้าส์ คอนโดมิเนียม) และกลุ่มประชาชนทั่วไป ที่ซื้อบ้านใหม่ หรือมือสอง รวมถึงคอนโดมิเนียม เพื่อปล่อยเช่า
กลุ่มหลังนี้ ถือว่าเป็นนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เช่นกัน เพราะสามารถสร้างรายได้ และเพิ่มมูลค่าสินทรัพย์ ที่ครอบครองอยู่ได้ อย่างไรก็ดี ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ เป็นธุรกิจที่ให้ผลตอบแทน ที่ค่อนข้างดี หากมีความสามารถ ในการบริหารจัดการ และดำเนินธุรกิจ อย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจากอสังหาริมทรัพย์ เป็นผลิตภัณฑ์อีกชนิดหนึ่ง ที่มีมูลค่า และราคาแพง
ดังนั้น สำหรับผู้ที่สนใจ จะเป็นนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ที่ประสบความสำเร็จ กล่าวคือ สามารถสร้างผลกำไร และยืนหยัด ในธุรกิจประเภทนี้ ได้ ในระยะยาว ทักษะที่จำเป็น และสำคัญ สำหรับการเป็นนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ มี 5 ทักษะ ดังนี้
1.ทักษะด้านการประเมินความเป็นไปได้ของทำเลที่ตั้ง
ในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ไม่ว่าประเภทใดก็ตาม เช่น บ้านเดี่ยว ทาวน์เฮาส์/ทาวน์โฮม คอนโดมิเนียม หรืออาคารสำนักงานให้เช่า ปัจจัยที่มีอิทธิพลเป็นอย่างมากต่อความสำเร็จของโครงการอสังหาริมทรัพย์เหล่านั้น คือ ทำเลที่ตั้ง (Location) ด้วยเหตุนี้ นักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่ประสบความสำเร็จแทบจะทุกราย จะมีความสามารถหรือทักษะด้านการประเมินความเป็นไปได้ของทำเลที่ตั้งของโครงการที่คาดว่าจะพัฒนาให้เกิดผลกำไรและมูลค่าในอนาคต
การประเมินความเป็นไปได้ ของทำเลที่ตั้ง ที่นักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ต้องดำเนินการ ประกอบด้วย การพิจารณาขนาด หน้ากว้าง รูปร่างที่ดิน ทำเล ข้อดี/ข้อเสีย ปัญหา และอุปสรรคของทำเลที่ตั้ง ทั้งนี้ ต้องพิจารณาสภาพทางกายภาพ ของทำเลที่ตั้งเช่นกัน สภาพทางกายภาพ ได้แก่ ลักษณะดิน ความลาดชัน ความสูงของที่ดิน การถมดิน ค่าถมดิน ความสะดวก รวมถึงการพิจารณา การเข้าถึงสาธารณูปโภค สังคม การคมนาคม สภาพแวดล้อม และชุมชนละแวกใกล้เคียง นอกจากนี้ ทำเลที่ตั้ง จะเป็นตัวกำหนดประเภทของโครงการ อสังหาริมทรัพย์ ที่จะพัฒนาในอนาคต
2.ทักษะด้านกฎหมาย
ทักษะด้านนี้ ถือว่ามีความสำคัญเป็นอย่างมาก สำหรับนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ เนื่องจากทำเลที่ตั้ง ที่คาดว่าจะพัฒนาเป็นโครงการอสังหาริมทรัพย์ ถูกกำหนดโดยกฎหมาย ด้านโยธาธิการ และผังเมือง ให้เป็นพื้นที่ ที่มีเงื่อนไข ในการใช้ประโยชน์ของที่ดิน รวมถึงมีราคาซื้อขาย ที่แตกต่างกัน เช่น ผังเมืองสีเขียว หรือเกษตรกรรม เป็นพื้นที่ ที่โครงการบางประเภท ไม่สามารถดำเนินการได้ (ห้างสรรพสินค้า คอนโดมิเนียม) เพราะฉะนั้น นักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ จะต้องศึกษาให้ดี
นอกจากกฎหมาย ด้านโยธาธิการ และผังเมือง นักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ต้องศึกษาพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร ในแต่ละท้องที่ เพราะแต่ละท้องที่ อาจมีข้อแตกต่าง และข้อกำหนดเฉพาะได้ รวมถึงกฎหมายบ้านจัดสรร กฎหมายอาคารชุด กฎหมายอาคารชุด กฎหมายหอพัก และกฎหมายค้าปลีก ยิ่งไปกว่านั้น ควรศึกษากฎหมายพัฒนาพื้นที่ โครงการเวนคืนที่ดินของรัฐ จากที่กล่าวมาข้างต้น นักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ต้องศึกษากฎหมายเหล่านี้ อย่างครบถ้วน และเพิ่มความระมัดระวัง ด้านทำเลที่ตั้งของโครงการฯ ให้มากที่สุด เพื่อป้องการความผิดพลาด และล้มเหลวของโครงการฯ ที่อาจเกิดขึ้น ในอนาคต
3.ทักษะด้านการเงิน
การวิเคราะห์ ความเป็นไปได้ทางการเงิน: เป็นการวิเคราะห์สภาวะ และความคุ้มค่าทางการเงินของทุน ที่ใช้ในโครงการอสังหาริมทรัพย์ เพราะการลงทุนพัฒนาโครงการ อสังหาริมทรัพย์ ต้องใช้เงินทุนจำนวนมาก ดังนั้น จึงจำเป็นต้องวิเคราะห์ และประเมินผลตอบแทนของโครงการ เช่น มูลค่าปัจจุบันสุทธิ (NPV) ผลตอบแทน ภายในโครงการ (IRR) ผลตอบแทนต่อเงินลงทุนของโครงการ (ROI) ผลตอบแทนเฉพาะส่วนเงินลงทุนของเจ้าของ (ROE) ระยะเวลาคืนทุน (Payback Period) และจุดคุ้มทุนของโครงการ (Breakeven Point) เพื่อประเมินความคุ้มค่าของโครงการ และสภาพคล่องทางการเงิน ในปัจจุบัน และอนาคต
การบริหารต้นทุน: การจัดทำโครงการอสังหาริมทรัพย์ โครงการหนึ่ง ต้นทุนของโครงการ เกิดขึ้นตั้งแต่ยังไม่เริ่มก่อสร้าง ตัวอย่างเช่น การจัดทำการวิเคราะห์ความเป็นไปได้ของโครงการ (Feasibility Analysis) และการทำวิจัยตลาด (Market Research) เป็นต้น ดังนั้น นักพัฒนาอสังริมทรัพย์ จะต้องเตรียมตัวทางด้านการเงิน ไว้อย่างรอบคอบ เพราะโครงการอสังหาริมทรัพย์ ต้องใช้เงินทุนจำนวนมาก เพื่อให้บรรลุเป้าหมายของโครงการ ให้สำเร็จ แม้แต่โครงการขนาดเล็ก ใช้เงินเยอะเช่นกัน
สำหรับนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์มือใหม่ ควรสอบถามหาความรู้ หรือหาผู้เชี่ยวชาญ ที่มีประสบการณ์ตรง มาช่วยดูแลให้คำปรึกษา การบริหารต้นทุนโครงการอสังหาริมทรัพย์ เพื่อให้สามารถจัดสรรเงินทุน ค่าใช้จ่าย ดอกเบี้ย และสภาพคล่อง เพื่อควบคุมต้นทุน ตามงบประมาณที่วางไว้ รวมถึงช่วยผลักดันให้โครงการ สามารถเดินหน้าอย่างไม่สะดุด
การขอสินเชื่อสำหรับลูกค้า: เป็นการกลยุทธ์ส่งเสริมการขาย อีกรูปแบบหนึ่ง ที่นักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ นิยมนำมาใช้ ในการจูงใจผู้บริโภค ให้ตัดสินซื้อโครงการของตน นักพัฒนา จะต้องมีความรู้ และความเข้าใจทางการเงิน ในเรื่องสินเชื่อ และการยื่นขอสินเชื่อ รวมถึงความสามารถ ในการตรวจสอบข้อมูล และเอกสารต่าง ๆ ตามที่ธนาคาร หรือสถาบันการเงินกำหนดมา เพื่อประกอบการพิจารณาอนุมัติสินเชื่อ นอกจากนี้ ต้องมีความสามารถ ด้านการให้ความรู้ เรื่องสินเชื่อกับผู้บริโภค เช่น อัตราดอกเบี้ย จำนวนค่าผ่อนชำระ ในแต่ละเดือน ระยะเวลา ในการผ่อนสินเชื่อ และการยื่นขอสินเชื่ออย่างไร ให้ผ่าน เป็นต้น
4.ทักษะด้านการบริหารจัดการ
การบริหารจัดการงานก่อสร้าง: ผู้รับเหมาก่อสร้าง ถือเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญ ที่ส่งผลต่อความสำเร็จของโครงการเช่นกัน นักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ต้องตรวจสอบคุณสมบัติ รวมถึงประวัติผู้รับเหมา ให้ดี ก่อนการทำสัญญาว่าจ้างก่อสร้างโครงการ หากได้ผู้รับเหมา ที่ไม่มีความรับผิดชอบ ไม่มีความซื่อสัตย์ และความสามารถ ในการดำเนินงานก่อสร้างโครงการอยู่ในระดับแย่ จะส่งผลต่อโครงการอสังหาริมทรัพย์อย่างแน่นอน นักพัฒนามือใหม่ ควรศึกษาหาความรู้ และความเข้าใจในเรื่องการบริหารงานก่อสร้าง เริ่มตั้งแต่ช่วงก่อนการก่อสร้าง ช่วงระหว่างก่อสร้าง และช่วงหลังงานก่อสร้าง ซึ่งจะช่วยควบคุมงานก่อสร้าง และงบประมาณ ที่ใช้ลงทุน ในโครงการ ได้ตามที่วางแผนไว้
5.ทักษะด้านการตลาด
เมื่อประเมินถึงความเป็นไปได้ ของทำเลที่ตั้ง ของโครงการ รวมถึงพิจารณาข้อกฎหมายต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง และสามารถสรุปได้ว่า ทำเลใด ที่มีศักยภาพ เหมาะกับการพัฒนาเป็นโครงการอสังหาริมทรัพย์ ในอนาคตได้แล้ว ทักษะถัดไป ที่นักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ จะต้องมี คือ ทักษะด้านการตลาด ทักษะด้านนี้ จะอาศัยพื้นฐานความรู้ ด้านกลยุทธ์ส่วนประสมทางการตลาด (4Ps) ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ (Product) ราคาขาย (Price) ช่องทางการขาย (Place) และการส่งเสริมตลาด (Promotion) อย่างไรก็ดี นักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ จะต้องเข้าใจอุปสงค์ (Demand) และอุปทาน (Supply) ของโครงการอสังหาริมทรัพย์แต่ละประเภท ที่คาดว่า จะพัฒนา ในอนาคต หรือประเภทของโครงการ ที่มีศักยภาพ สามารถพัฒนาได้ ในอนาคต โดยมีรายละเอียด ดังนี้
- การวิเคราะห์ ความต้องการของผู้บริโภค: ในส่วนนี้ เป็นการวิเคราะห์ ความต้องการของตลาด รวมถึงพฤติกรรมของผู้บริโภค ที่มีต่อความต้องการ ในโครงการอสังหาริมทรัพย์ ที่คาดว่า จะพัฒนาขึ้น ในอนาคต หรือการวิเคราะห์ และทำความเข้าใจอุปสงค์ ของโครงการอสังหาริมทรัพย์ (Demand Analysis) เพราะความต้องการ และพฤติกรรมของผู้บริโภค จะเป็นตัวกำหนดประเภท ของโครงการอสังหาริมทรัพย์ การวิเคราะห์เช่นนี้ สามารถทำได้หลายวิธี เช่น ข้อมูลจากศูนย์วิจัยต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับภาวะการแข่งขันทางการตลาด การลงพื้นที่ เพื่อสำรวจความต้องการของผู้บริโภค ติดตามข้อมูลข่าวสาร ของโครงการเปิดใหม่ จากบริษัทอสังหาริมทรัพย์ และการทำวิจัยตลาด เป็นต้น ข้อมูลอุปสงค์ของโครงการ อสังหาริมทรัพย์ จะช่วยให้นักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ สามารถพัฒนา และวางแผนโครงการฯ ที่ตรงกับความต้องการ และพฤติกรรมของกลุ่มเป้าหมาย ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยลดความเสี่ยง และความผิดพลาดอื่น ๆ ของโครงการ ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต เมื่อพัฒนาโครงการเสร็จสิ้นเรียบร้อยแล้ว ถัดไปนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ จะต้องตัดสินใจเลือกประเภท ของโครงการอสังหาริมทรัพย์ ที่จะพัฒนาขึ้น บนที่ทำเล ที่ได้เลือกสรรไว้แล้ว
- การกำหนดกลุ่มเป้าหมายของโครงการ: เป็นขั้นตอน ที่เกิดขึ้นภายหลัง ที่ได้ผลการวิเคราะห์ ความต้องการของผู้บริโภค การกำหนดกลุ่มเป้าหมาย ของโครงการ เป็นสิ่งที่มีความสำคัญ ต่อความสำเร็จของโครงการอย่างยิ่ง เพราะจะเป็นตัวกำหนดประเภท ของโครงการอสังหาริมทรัพย์ การออกแบบผลิตภัณฑ์ ที่ตรงกับความต้องการ และตอบสนองต่อวิถีชีวิตของกลุ่มผู้บริโภค การตั้งราคาขาย การวางแผนการตลาด และการส่งเสริมการขาย ที่สอดคล้องกับกลุ่มเป้าหมายของโครงการ หากนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ เลือกประเภทของโครงการ และออกแบบผลิตภัณฑ์ โดยขาดการพิจารณา และการวิเคราะห์ความต้องการของผู้บริโภค อาจส่งผลให้โครงการอสังหาริมทรัพย์ ที่พัฒนาขึ้น ประสบกับความล้มเหลวได้
- การเลือกประเภทของโครงการอสังหาริมทรัพย์: เป็นการเลือกประเภทของโครงการอสังหาริมทรัพย์ เช่น โครงการบ้านเดี่ยว โครงการอาคารพาณิชย์ หรือโครงการทาวน์โฮม/ทาวน์เฮ้าส์ เป็นต้น เพื่อพัฒนาให้เกิดมูลค่า ในอนาคต เป็นขั้นตอนที่เกิดขึ้น หลังจากประเมิน ความเป็นไปได้ ของทำเลที่ตั้ง ศึกษาข้อกฎหมาย ที่เกี่ยวข้อง ผลวิเคราะห์อุปสงค์ของตลาด รวมถึงได้มีการกำหนดกลุ่มเป้าหมาย ของโครงการ นอกเหนือจากข้อมูลดังกล่าว เพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจ เลือกประเภทของโครงการฯ นักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ยังต้องพิจารณาเลือกโครงการ ที่เหมาะสมกับผังเมือง สำรวจคู่แข่งหลัก และคู่แข่งรอง ในประเด็นการออกแบบโครงการ ของพวกเขาอย่างไร มีแนวคิดที่ใช้ในการพัฒนาโครงการอย่างไร จุดขายของโครงการของคู่แข่งมีอะไรบ้าง และจุดเด่นที่เป็นประโยชน์ ที่คู่แข่ง นำเสนอให้ผู้บริโภค ได้แก่อะไรบ้าง ข้อมูลเหล่านี้ สามารถนำไปใช้กับการออกแบบผลิตภัณฑ์ ได้เป็นอย่างดี
- การออกแบบผลิตภัณฑ์: สำหรับนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์มือใหม่ การออกแบบผลิตภัณฑ์ อาจเป็นโจทย์ที่ยาก การออกแบบผลิตภัณฑ์ หมายถึง การออกแบบลักษณะทางกายภาพ ของโครงการ เช่น ขนาดของพื้นที่ ที่เหมาะสมกับขนาด ของครอบครัว ของกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย จำนวนห้อง ขนาดของห้องครัว ขนาดของพื้นที่จอดรถ และความกว้างของถนนหน้าบ้าน สำหรับการสัญจรเข้าออก เป็นต้น
สำหรับนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์มือใหม่ ควรใช้สถาปนิกมืออาชีพ หรือมีประสบการณ์ ในการออกแบบผลิตภัณฑ์ ตามประเภทของโครงการอสังหาริมทรัพย์ ให้กับโครงการฯ ของตนเอง เพราะประสบการณ์ และความเชี่ยวชาญของสถาปนิก เหล่านั้น จะช่วยออกแบบผลิตภัณฑ์ ที่สามารถป้องกันปัญหา ที่อาจเกิดขึ้น อย่างคาดไม่ถึง จากการออกแบบ ช่วยสร้างจุดเด่น ของผลิตภัณฑ์ ให้เหนือคู่แข่ง และตอบสนองต่อความต้องการ และไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคได้
- การเตรียมการขาย: สิ่งที่นักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ จะต้องดำเนินการ สำหรับการเตรียมการขาย ได้แก่ การวางแผนการตลาด และส่งเสริมการขาย การตั้งราคาขาย และการเตรียมเอกสาร โดยมีรายละเอียด ดังนี้
การวางแผนการตลาด และส่งเสริมการขาย หากต้องการขายโครงการ ให้ได้ตามยอด หรือเป้าหมายที่วางไว้ นักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ส่วนใหญ่ จะให้ความสำคัญ กับการวางแผนการตลาด และการส่งเสริมการขาย ตั้งแต่แรกเริ่ม พัฒนาโครงการฯ การวางแผนการตลาด จะช่วยให้นักพัฒนาอสังหาฯ ทราบถึงข้อมูลของคู่แข่ง เช่น ราคาขาย กลุ่มลูกค้าเป้าหมาย รวมถึงกลยุทธ์การส่งเสริมการขาย และข้อมูลเหล่านี้ จะถูกนำมาวิเคราะห์ เพื่อวางแผนการตลาด ที่เหมาะสมกับโครงการ
นักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ควรนำสื่อสังคมออนไลน์ต่าง ๆ มาช่วยในการประชาสัมพันธ์ และสื่อสารกับผู้บริโภค ที่เป็นกลุ่มเป้าหมายของโครงการ เนื่องจากพฤติกรรมของผู้บริโภค ในปัจจุบัน นิยมหาข้อมูลต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง กับโครงการอสังหาริมทรัพย์ ที่สนใจจากอินเทอร์เน็ต ดังนั้น ควรนำเสนอ ข้อมูลของโครงการอสังหาริมทรัพย์ ครอบคลุมแพลตฟอร์มต่าง ๆ ตามพฤติกรรมผู้บริโภค ที่เป็นกลุ่มเป้าหมายของโครงการ ทั้งนี้ การให้ข้อมูลติดต่อสอบถาม ของโครงการ ต้องมีความถูกต้อง และชัดเจน
การตั้งราคาขาย ราคาขาย ถือเป็นปัจจัยสำคัญ ที่ส่งผลต่อการตัดสินใจ ซื้อโครงการอสังหาริมทรัพย์ ของผู้บริโภค และกำไร ที่นักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ จะได้จากโครงการฯ การตั้งราคาขาย สามารถทำได้หลายแนวทาง เช่น กำหนดราคาขายจากต้นทุน กำหนดราคาจากความสามารถ ในการซื้อของลูกค้า และกำหนดจากการแข่งขัน ในตลาด เป็นต้น อย่างไรตาม ควรตั้งราคาขาย ให้จูงใจผู้บริโภค เพื่อกระตุ้น ความอยากซื้อผลิตภัณฑ์ ให้มากขึ้น
การเตรียมเอกสาร ในส่วนนี้ นักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ต้องให้ความสำคัญ กับเอกสารที่ใช้ในการซื้อ-ขายโครงการเป็นอย่างยิ่ง เพราะเอกสารซื้อ-ขาย เป็นการแสดงถึงความเป็นมืออาชีพ และสร้างความมั่นใจ ให้กับผู้บริโภค ที่สนใจ ในโครงการ เช่น ใบราคา เงื่อนไขการซื้อ เงื่อนไขการปรับเปลี่ยนต่อเติม สัญญาจะซื้อขาย และเอกสารอื่น ๆ ที่เป็นข้อมูล ที่สร้างความสบายใจ ให้กับผู้บริโภค
- บริการหลังการขาย: เป็นอีกหนึ่งเรื่อง ที่นักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ จะต้องไม่ลืมว่า โครงการที่พัฒนาขึ้น ไม่ได้จบลง ที่การขายโครงการได้จนหมด แต่ยังมีเรื่องของการ บริการหลังการขาย ที่ต้องดำเนินการให้กับผู้ซื้อ เช่น การดูแลรับประกัน การก่อสร้าง ตามระยะเวลา ที่กำหนดในสัญญา ทั้งนี้ หากโครงการที่ทำขึ้น เป็นโครงการที่เข้าเกณฑ์ของกฎหมายจัดสรร นักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ จะต้องจัดให้มีนิติบุคคล ดูแลโครงการ ภายหลังส่งมอบทรัพย์ หน้าที่ของนิติบุคคล ได้แก่ การซ่อมบำรุงรักษาโครงการ การดูแลชุมชน และพื้นที่ของโครงการอสังหาริมทรัพย์ ให้เป็นระเบียบเรียบร้อย ปลอดภัย สวยงาม และน่าอยู่อาศัย
สุดท้ายนี้ สิ่งที่สำคัญอีกอย่างหนึ่ง สำหรับการเตรียมการขาย คือ ผู้ที่ทำหน้าที่ขายโครงการ โดยตรงให้กับผู้บริโภค หรือผู้ซื้อ ต้องมีความรู้ และความเข้าใจ ในโครงการเป็นอย่างดี มีความน่าเชื่อถือ สุภาพ พร้อมให้บริการ และสามารถตอบคำถามต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องได้ ต้องมีความสามารถ ในการปิดการขายโครงการได้ ข้อดีของการเตรียมการขาย คือ สามารถช่วยให้นักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ปวดหัว น้อยลง เมื่อผู้ซื้อผิดสัญญา และลดความผิดพลาด ที่อาจเกิดขึ้น จากการขายโครงการ อสังหาริมทรัพย์
สรุป
5 ทักษะ ที่โครงการบ้านคุณธีร์ ได้นำเสนอข้างต้น เป็นทักษะที่นักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์มือใหม่ หรือผู้ที่สนใจ จะเป็นนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ต้องมี หากต้องการประสบความสำเร็จ ในธุรกิจนี้ และสามารถยืนในธุรกิจได้ ในระยะยาว 5 ทักษะเหล่านี้ ยังเป็นแนวทาง ที่สามารถนำไปตรวจสอบคุณสมบัติของตนเองว่า ยังขาดทักษะทางด้านไหนบ้าง หากพบว่า ยังขาดทักษะอันใดอันหนึ่ง ควรศึกษาหาความรู้ ในทักษะนั้น ๆ เพื่อดำเนินการ และพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ ให้ได้ผลลัพธ์ ตามที่ต้องการ และประสบความสำเร็จ

