ติดบูโรคืออะไร กู้ซื้อบ้านผ่านไหม และควรเตรียมตัวยังไง ก่อนยื่นธนาคาร

ติดบูโร

เมื่อยื่นเอกสาร สำหรับขอสินเชื่อบ้าน อย่างครบถ้วน กับทางสถาบันการเงิน หรือธนาคาร แต่ไม่ได้รับการอนุมัติ เนื่องจากติดเครดิตบูโร เป็นเรื่องที่คนทั่วไป ทั้งต้องการกู้ซื้อบ้าน หรือไม่ได้ต้องการ ต้องเคยได้ยินผ่านหู เป็นแน่แท้ ดังนั้น หากเรามีความต้องการ ที่จะซื้อบ้านหนึ่งหลัง นอกเหนือจากการมองหาบ้าน ที่เหมาะสมกับความต้องการ และตอบโจทย์กับการใช้ชีวิต ยังมีอีกเรื่องหนึ่งที่เราต้องให้ความสำคัญ คือ เรามีเครดิตดีเพียงพอ ที่สถาบันการเงิน หรือธนาคาร จะอนุมัติสินเชื่อบ้าน ให้ หรือไม่ หรือเรามีประวัติ การชำระหนี้สินที่ดี หรือไม่

ทางโครงการบ้านคุณธีร์ ไม่ลังเลที่จะไขข้อข้องใจ ในประเด็นที่ว่า ลูกค้าไม่ได้รับการอนุมัติสินเชื่อบ้าน เนื่องจากติดเครดิตบูโร ทางโครงการฯ เล็งเห็นความสำคัญของเรื่องนี้ จึงอยากเสนอการเตรียมความพร้อม ในการยื่นกู้สินเชื่อบ้านเบื้องต้น นอกเหนือจากการเตรียมเอกสาร ที่มีความสำคัญ ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน

เครดิตบูโรคืออะไร? ส่งผลต่อการอนุมัติสินเชื่อบ้าน จริง หรือไม่?

เราอาจเคยได้ยินคนที่อยู่รอบ ๆ ตัวพูดว่า “กู้ซื้อบ้านไม่ผ่าน แบงค์บอกติดบูโร” เลยพาลทำให้ใครหลายคน เกิดความรู้สึกกลัวบูโรขึ้นมา บูโร หรือเครดิตบูโร เป็นคำที่ถูกพูดถึงบ่อยมาก และมากที่สุด เพราะเข้าใจบูโร หรือเครดิตบูโร เป็นผู้มีอำนาจในการอนุมัติสินเชื่อบ้าน รวมถึงความสามารถ ในการขึ้นแบล็กลิสต์ ผู้มีสินเชื่อ ซึ่งการโดนขึ้นแบล็กลิสต์ ทำให้คนส่วนใหญ่ เชื่อกันว่า คนที่โดนนั้น ไม่อาจซื้อบ้าน หรือกู้สินเชื่ออื่น ๆ ได้ เป็นเหตุผล ที่ทำให้ใครหลายคน ที่ต้องการสินเชื่อบ้าน รู้สึกกังวลกับ “บูโร” หรือ “เครดิตบูโร” เป็นอย่างมาก

อันที่จริง “บูโร” หรือ “เครดิตบูโร” เป็นเพียงบริษัทแห่งหนึ่ง ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลาง ในการจัดเก็บข้อมูลบัญชีสินเชื่อ และประวัติการชำระสินเชื่อ ทุกประเภท ของบุคคลธรรมดา และนิติบุคคล มีชื่ออย่างเป็นทางการ คือ “บริษัทข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด” การที่เรียกกันติดปากว่า “บูโร” หรือ “เครดิตบูโร” น่าจะมาจากชื่อภาษาอังกฤษของบริษัทแห่งนี้ “National Credit Bureau” และเป็นบริษัทแห่งเดียว ในประเทศไทย ที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (Bank of Thailand) อนุญาตให้ดำเนินการ และรับผิดชอบ ในเรื่องดังกล่าว

บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด หรือเครดิตบูโร ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2548 จากการรวมกิจการ โดยบริษัทข้อมูลเครดิตกลาง จำกัด เข้าซื้อหุ้นทั้งหมดของ บริษัทข้อมูลเครดิตไทย จำกัด เมื่อรวมกิจการแล้ว จึงได้ทำการเปลี่ยนชื่อเป็น บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด (National Credit Bureau) โดยบริษัทแห่งนี้ มีหน้าที่ความรับผิดชอบ ดังต่อไปนี้

  1. จัดเก็บ รักษา รวบรวม และประมวลผลข้อมูลสินเชื่อของลูกค้า สถาบันการเงิน หรือธนาคาร ที่เป็นสมาชิก สถาบันการเงิน และธนาคาร ที่เป็นสมาชิก ได้แก่ ธนาคารพาณิชย์ ธนาคารเฉพาะกิจของรัฐบาล บริษัทบัตรเครดิต บริษัทผู้ประกอบการธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคล และบริษัทลิสซิ่งเช่าซื้อ สถาบันการเงิน และธนาคาร ที่สมาชิกต้องนำส่งข้อมูลของลูกค้า ให้แก่เครดิตบูโร เป็นหน้าที่ ที่กฎหมายบัญญัติไว้
  2. ให้ข้อมูลแก่สถาบันการเงิน หรือธนาคาร (ผู้ปล่อยสินเชื่อ) เพื่อป้องกันการเกิดหนี้กองทุนฟื้นฟู
  3. รายงานข้อมูลเครดิต ตามที่สมาชิกร้องขอ

สถาบันการเงิน และธนาคาร จะต้องส่งข้อมูลการชำระสินเชื่อของลูกค้า เข้าในระบบของเครดิตบูโรทุกเดือน (โดยเครดิตบูโรจะเก็บข้อมูลไว้ 36 เดือน สำหรับบุคคลธรรมดา และ 60 เดือนสำหรับนิติบุคคล ดังนั้น ข้อมูลเก่า จะถูกแทนที่ด้วยข้อมูลใหม่ทุกเดือน)

โดยทั่วไป สถาบันการเงิน และธนาคาร จะใช้รายงานข้อมูลเครดิต เป็นข้อมูลประกอบการพิจารณา เพื่อประเมินความสามารถ ในการชำระหนี้ และวินัย ในการชำระหนี้ของเจ้าของข้อมูล หรือผู้ที่ต้องการสินเชื่อ (สถาบันการเงิน และธนาคาร จะต้องได้รับอนุญาต จากเจ้าของข้อมูลก่อน จึงจะมีสิทธิขอข้อมูลเครดิต จากเครดิตบูโรได้)

จากหน้าที่ และความรับผิดชอบของ บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด หรือเครดิตบูโร จะเห็นได้ชัดว่า บริษัทแห่งนี้ ไม่มีอำนาจ ในการขึ้นบัญชีดำ หรือแบล็กลิสต์ลูกค้าสินเชื่อ ของสถาบันการเงิน หรือธนาคาร ความเชื่อที่ว่า เครดิตบูโร เป็นผู้กำหนดว่า ใครควรได้ หรือไม่ได้สินเชื่อ และมีอำนาจในการขึ้นแบล็กลิสต์ลูกค้า จึงไม่เป็นความจริง เครดิตบูโร เป็นเพียงองค์ประกอบหนึ่ง ของการพิจารณาให้สินเชื่อเท่านั้น และแม้ว่า เป็นเพียงองค์ประกอบหนึ่ง ในการพิจารณาสินเชื่อ แต่เครดิตบูโร ก็ยังมีความสำคัญอยู่ไม่น้อย และเป็นเรื่องที่ผู้ต้องการสินเชื่อ ไม่ควรมองข้าม

ข้อมูลเครดิต สำคัญอย่างไร กับการขอสินเชื่อบ้าน?

ข้อมูลเครดิต คือรายงาน ที่ประกอบด้วยข้อเท็จจริง เกี่ยวกับเจ้าของข้อมูล หรือผู้ขอสินเชื่อ เช่น ประวัติการขอสินเชื่อ การได้รับอนุมัติ การชำระสินเชื่อ และการชำระสินค้า และบริการบัตรเครดิต เป็นต้น

ข้อมูลเครดิต ส่งผลอย่างไร กับการขอสินเชื่อบ้าน คำตอบ คือ เป็นการเพิ่ม หรือลดโอกาส ที่จะได้รับการอนุมัติสินเชื่อบ้าน เพราะสถาบันการเงิน หรือธนาคาร จะมีข้อมูลเครดิต ที่บ่งบอกถึงความสามารถ ในการชำระหนี้ และพฤติกรรมการชำระหนี้ ของผู้ต้องการสินเชื่อบ้าน

ทั้งนี้ ทางเครดิตบูโรเอง สนับสนุนให้ผู้ต้องการสินเชื่อบ้าน ตรวจสอบเครดิตสกอริ่ง (Credit Scoring) หรือคะแนนเครดิต คือ ตัวชี้วัด ความน่าจะเป็น ในการชำระหนี้ ด้วยวิธีการทางสถิติ ในการประมวลผลข้อมูล ดำเนินการโดยบริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด การให้คะแนนเครดิตของทางเครดิตบูโร จะแบ่งเป็นระดับความเสี่ยง (Risk Grade) 8 ระดับตามระดับคะแนนที่ได้รับ

เครดิตบูโรคืออะไร?

ยิ่งมีคะแนนเครดิตสูง มากเท่าไหร่ สถาบันการเงิน หรือธนาคาร จะมองว่า ผู้ขอสินเชื่อ มีระดับความเสี่ยง ในการชำระหนี้คืนต่ำ นอกจากนี้ ข้อดีของการมีคะแนนเครดิตที่ดี ได้แก่ โอกาสที่จะได้รับบริการสินเชื่อ ที่เหมาะสมกับความสามารถ ในการชำระหนี้ และพฤติกรรมการชำระหนี้มากกว่าเดิม และมีความรู้ ที่จะไม่สร้างความเสี่ยงทางการเงินเกินตัว รวมถึงเป็นการเพิ่มพูนความรู้เรื่องทางการเงิน การบริหารจัดการการเงินให้เพิ่มมากขึ้น กว่าที่เป็นอยู่ ในปัจจุบัน

“ติดบูโร” คืออะไร?

ที่นี้ มาดูกันต่อ “ติดบูโร” คืออะไร เพราะพูดถึงกันบ่อย หากมีใครขอสินเชื่อไม่ผ่าน (เพราะแบงค์แจ้งว่า ติดบูโร)

“การติดบูโร” เกิดขึ้นใน 2 กรณี ได้แก่ มีประวัติการชำระหนี้ ไม่ตรงตามเวลา ที่กำหนด กับ มีบูโรสูง

กรณีแรก: ประวัติการชำระหนี้ ไม่ตรงตามเวลา ที่กำหนด หมายถึง ผู้ขอสินเชื่อ ยังคงมีหนี้ค้างชำระ ที่จำเป็นต้องเคลียร์หนี้ค้างชำระให้หมด

กรณีสอง: บูโรสูง คือ การที่ผู้กู้สินเชื่อ มีภาระหนี้ต่อเดือนสูง เมื่อเทียบกับรายได้ต่อเดือน ตัวอย่างเช่น หากผู้กู้มีภาระผ่อนสินเชื่อหลายอย่าง (เช่น ผ่อนรถ ผ่อนบัตรเครดิต) รวมทั้งหมดต่อเดือนประมาณ 11,000 บาท และผู้กู้มีรายได้ต่อเดือนประมาณ 20,000 บาท เมื่อหักรายจ่ายค่าผ่อนสินเชื่อทั้งหมด จะเหลือเงินใช้ต่อเดือนประมาณ 9,000 บาท หรือวันละ 300 บาท ในกรณีนี้ สถาบันการเงิน หรือธนาคาร อาจประเมินว่า ผู้กู้ อาจไม่มีความสามารถ ในการชำระสินเชื่อได้ เนื่องจากรายได้ที่หักจากภาระผ่อนสินเชื่อ ไม่พอให้ใช้จ่ายตลอดเดือน

ทั้งนี้ ในรายงานของเครดิตบูโร จะมีการแบ่งสถานะ ของประวัติการผ่อนชำระหนี้ ออกเป็น 12 สถานะ ของแต่ละสินเชื่อทั้งหมด ที่เรามี และเคยมี

เครดิตบูโรคืออะไร?

ทั้ง 12 สถานะจะมีสถานะหมายเลข 10 และสถานะหมายเลข 11 ที่มีโอกาสจะได้รับการอนุมัติสินเชื่อจากสถาบันการเงิน หรือธนาคารค่อนข้างสูง (ทั้งนี้ยังมีปัจจัยอื่น ที่นำมาพิจารณาร่วมกัน เช่น ความสามารถในการชำระหนี้ เป็นต้น)

สถานะหมายเลข 30/31/32/33 สามารถยื่นขอสินเชื่อได้ หากมีการชำระหนี้ที่คงค้างหมดแล้ว และต้องรออีกประมาณ 1 ปี หากต้องการขอสินเชื่อใหม่ (ระยะเวลาสำหรับรอ เพื่อขอยื่นสินเชื่อใหม่ ขึ้นอยู่กับนโยบาย หรือเกณฑ์การพิจารณาของแต่ละธนาคาร หรือสถาบันการเงิน ยังมีปัจจัยอื่น ๆ ที่ส่งผลต่อการพิจารณาสินเชื่อ)

สถานะหมายเลข 20 และสถานะหมายเลข 40/41/42/43 สามารถขอสินเชื่อได้เช่นกัน แต่ต้องชำระหนี้ ที่คงค้างทั้งหมด และต้องรออีกประมาณ 6 เดือนหากต้องการขอสินเชื่อใหม่ ระยะเวลาสำหรับรอ เพื่อขอยื่นสินเชื่อใหม่ ขึ้นอยู่กับนโยบาย หรือเกณฑ์การพิจารณาของแต่ละธนาคาร หรือสถาบันการเงิน ยังมีปัจจัยอื่น ๆ ที่ส่งผลต่อการพิจารณาสินเชื่อ)

Tips: ขอสินเชื่อบ้าน ให้ผ่าน ต้องทำอย่างไร

นอกจากการเตรียมเอกสารตาม ที่สถาบันการเงิน หรือธนาคาร เพื่อยื่นขอสินเชื่อ ยังมีเรื่องของการตรวจสอบ ประวัติการชำระหนี้ หรือเครดิตบูโร เพื่อให้แน่ใจว่า จะได้รับการอนุมัติจากสถาบันการเงิน หรือธนาคาร ทางโครงการบ้านคุณธีร์ ขอเสนอแนะการเตรียมตัวเพิ่มเติม (เคยเขียนแนะนำไปแล้ว) ดังนี้

  1. ตรวจสอบรายได้ หรือรายรับ ในแต่ละเดือน สอดคล้องกับมูลค่าบ้าน ที่ต้องการ หรือไม่ เพื่อพิจารณาความสามารถ ในการผ่อนชำระต่อเดือน
  2. มีภาระผ่อนสินเชื่ออื่นอีก หรือไม่ จำนวนเท่าไหร่ต่อเดือน
  3. จำนวนบัตรเครดิต ส่งผลต่อการพิจารณาสินเชื่อบ้านเช่นกัน เพราะสถาบันการเงิน หรือธนาคาร จะมองว่า การมีบัตรเครดิตหลายใบ ผู้ขอสินเชื่อ มีโอกาสที่จะสร้างหนี้อื่น ๆ อีก ซึ่งส่งผลต่อการความสามารถ ในการชำระหนี้ ในส่วนที่เป็นสินเชื่อบ้าน (แนะนำว่า ให้ปิดบัตรเครดิต ที่ไม่ได้ใช้ หรือลดให้เหลือ 1 – 2 ใบเท่านั้น)
  4. เคยมีประวัติการค้างชำระสินเชื่อ หรือไม่ หากมีการค้างชำระ ให้รีบชำระหนี้ที่ค้างอยู่ให้หมด เก็บหลักฐานการชำระหนี้ที่ค้างอยู่ ให้ครบทุกใบ รวมถึงหลักฐาน ที่แสดงการปิดหนี้ เพราะถึงแม้ว่า จะชำระหนี้ที่คงค้างไปหมดแล้ว แต่ประวัติข้อมูลการชำระหนี้เดิม ในเครดิตบูโร ยังคงมีอยู่ ดังนั้น การชำระหนี้ ที่ค้างอยู่เดิม จนหมด การสร้างข้อมูลประวัติการชำระหนี้ใหม่ วิธีการลบประวัติข้อมูลการค้างชำระหนี้ ในเครดิตบูโร (แม้จะปิดหนี้ไปแล้ว) คือ การสร้างประวัติการชำระหนี้ใหม่ หากผู้ขอสินเชื่อ เคยค้างชำระ ต้องจ่ายหนี้ ที่ค้างอยู่ ให้หมด หลังจากนั้นสร้างประวัติใหม่ ด้วยการชำระหนี้ตรงเวลา ไม่ค้างชำระเลยต่อเนื่อง 36 เดือน ประวัติค้างชำระ ก็จะหายไปจากเครดิตบูโร
  5. ยื่นเอกสารการชำระหนี้ และการปิดยอดหนี้ ที่คงค้าง ชำระไปพร้อมกับเอกสารประกอบ การพิจารณาสินเชื่อบ้าน
  6. ควรตรวจเครดิตสกอริ่ง หรือคะแนนเครดิตกับบริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด หรือเครดิตบูโร หากมีคะแนนเครดิตที่ดี จะช่วยเพิ่มโอกาส ให้ได้รับอนุมัติสินเชื่อบ้านสูงขึ้น นอกจากนี้ ยังช่วยให้สถาบันการเงิน หรือธนาคาร สามารถนำเสนอสินเชื่อ ที่สอดคล้องกับรายได้ และพฤติกรรมการชำระสินเชื่อ เพิ่มเติม ในอนาคต

อย่างไรก็ดี ปัจจัยที่ส่งผล หรือมีอิทธิพลต่อการพิจารณาอนุมัติสินเชื่อ จากสถาบัน หรือธนาคาร ขึ้นอยู่กับ 3 ปัจจัย ได้แก่ หลักเกณฑ์การพิจารณา หรือนโยบายการอนุมัติสินเชื่อ ของแต่ละธนาคาร หรือสถาบันการเงิน ความสามารถในการชำระหนี้ของผู้ขอสินเชื่อ และประวัติการชำระหนี้ของผู้ขอสินเชื่อ